Chill Journey | Thai Travel & Lifestyle blog

ลุยเดี่ยวไปเที่ยว เบลเยี่ยม-เนเธอแลนด์-ลักเซมเบิร์ก 10 วัน 12 เมืองในงบ 50,000 บาท

.        สวัสดีครับ ChillJourney คนเดิมเพิ่มเติมคือแข็งแกร่งขึ้น รอบนี้ผมไปแบกเป้คนเดียวในเที่ยวเส้นทาง Benelux พูดไปอาจจะงงแต่ถ้าเอ่ยว่า Belgium – Netherland – Luxembourg ทุกคนคงเข้าใจ ทริปนี้ผมใช้เวลาเที่ยว 10 วันในช่วงเดือน กค.ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อน และเป็นช่วง high season ของยุโรป อากาศดี ฟ้าสีสวย และกลางวันนานเที่ยวจนเหมือนมีวันละ 48 ชั่วโมงอะไรทำนองนั้น พระอาทิตย์ขึ้นตี 4 กว่าจะตกก็ 4 ทุ่ม นอนตื่นเที่ยงยังมีเวลาเที่ยวเหลือเฟือเลยครับ 55

 

สรุปแผนเที่ยว 10 วัน

mapแผนเที่ยวนี้ถ้าคุณบินสายการบิน KLM  เหมือนผม ผมคิดว่าดีโดยไม่ต้องปรับอะไรแล้วครับลอกได้เลย
Day1 : BKK – Luxembourg
Day2 : Luxembourg – Trier
Day3 : Brussels
Day4 :  Leuven – Mechelen -Brussels
Day5 : Ghent – Bruges
Day6 : Bruges – Antwerp
Day7 : Delft – The Haag – Rotterdam
Day8 : Rotterdam – Amsterdam
Day9 : Amsterdam
Day10 : Amsterdam – BKK

 

สรุปสิ่งที่ควรรู้ก่อนไป Benelux
–    Benelux อยู่ในเขตเชงเก้นครับวิธีการขอเชงเก้นสามารถอ่านได้เพิ่มเติม >> https://www.chilljourney.com/shechen-visa-long-valid/
–    ทั้ง 3 ประเทศใช้เงินสกุลยูโรป(EU) ตอนผมไปอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 39 บาท ต่อ 1 ยูโร
–    ปลั๊กไฟใช้แบบยุโรปทั่วไป ที่เป็น 2 ขากลม ถ้าไม่ใช่ก็เอาตัวแปลงไปด้วยนะ
–    อากาศช่วงหน้าร้อนอยู่ที่ 25-32 องศา เสื้อหนาวไม่ต้อง
–    หน้าร้อนมีกลางวันยาวมากถึงประมาณ 17 ชั่วโมง เที่ยวได้เยอะมาก เที่ยวจนหมดแรงก็ยังไม่มืด
–    เมืองแต่ละเมืองไม่ใหญ่ เที่ยวง่ายมากๆดูแผนที่จาก tourist information หรือ google map ก็ไปได้เลย
–    รถไฟทั้งในประเทศและข้ามประเทศ ไม่ต้องจองล่วงหน้า ซื้อตั๋วแล้วขึ้นได้เลย ราคาเท่ากันตลอด
–    กัญชา เป็นสิ่งถูกกฎหมายเฉพาะในประเทศเนเธอแลนด์เท่านั้น ถ้าเอาออกประเทศผิดทันที

Internet
–    เท่าที่ผมหาข้อมูลยังไม่เจอซิม Local ตัวไหนใช้งานได้ทั้ง 3 ประเทศครับ ถ้าย้ายจาก Belgium ไป Netherland ก็ต้องซื้อซิมใหม่ ดังนั้นผมจึงเลือกใช้ AIS data roaming ช่วงที่อยู่ใน Belgium กับ Netherland เพราะมีแพคเกจ Unlimited ในโซนนั้น ส่วนในประเทศ Luxembourg ผมไปอยู่วันเดียวและ Free Wifi ของเมืองค่อนข้างครอบคลุมครับ

 

Day1 : BKK – Luxembourg

.        ผมออกเดินทางด้วยสายการบิน KLM (เคแอลเอ็ม โรยัลดัตช์ แอร์ไลน์) สายการบินประจำชาติเนเธอร์แลนด์  ถ้าใครคิดจะไปเที่ยวเนเธอแลนด์ หรือ Benelux ก็ต้องคิดถึงสายนี้กันเป็นอันดับแรกหล่ะครับ โดยไฟล์ทบินจะออกจากกรุงเทพเวลา 12:05 และบินตรงมาลงที่ Amsterdam ตอนเวลา 18:45 เมื่อดูเวลาบินจะเห็นว่าไฟล์ทบินมาถึงเย็น นี่คือคำตอบว่าทำไมผมถึงไปเริ่มทริปที่ประเทศ Luxembourg เป็นประเทศแรกแล้วค่อยย้อนกลับมาบินกลับจาก Amsterdam ครับ

.        สายการบิน KLM ได้แบ่งโซนของ economy ออกเป็นอีก 2 ประเภท คือแบบ Economy Comfort กับ Economy ธรรมดาซึ่งสามารถซื้อเพิ่มได้ตอนเลือกที่นั่ง หรือไม่ก็อาศัยโชคครับ พอดีขาไปมีกรุ๊ปคนไทยที่จะไปทำงานยุโรปเหมาที่นั่งธรรมดาไปเกือบทั้งหมดแล้ว ส้มหล่นผมเลยได้มานั่งแถวหน้าเป็นโซน economy comfort นั่งสบายมากครับ seat pitch กว้างมากๆ พอเอนนอนนี่สบายน้องๆ Business class เลยแหละ เหลือแค่นอนราบแบบเก้าอี้ Business class ไม่ได้เท่านั้นเอง

.        ส่วนของเครื่องบินจะจัดเรียงที่นั่งแบบ 3-4-3 ครับบรรยากาศในเครื่องดีเลยหล่ะ ความเย็นกำลังดีไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป และทุกที่นั่งจะได้รับ หูฟัง ผ้าห่ม และหมอน โดยไม่ต้องร้องขอ และมีจอส่วนตัว ที่ผมชื่นชอบคือหนังใหม่มากและมี English subtitle ให้ด้วยครับ (ผมไม่เก่งอังกฤษขนาดไม่มี subtitle นะพอเดาๆได้แต่ดูไม่สนุก)

.        พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของ KLM เป็นพนักงานที่ค่อนข้างมีอายุนะครับ แต่บริการยิ้มแย้มมากๆและมีมุขเล็กๆน้อยๆให้เรารู้สึกดีไปด้วยเสมอ อาหารจะเสริฟให้ทั้งหมดสองรอบช่วงขึ้นเครื่องสักพัก และ ก่อนถึงสนามบินอัมเตอร์ดัม อาหารอร่อยมากๆ และที่ถาดและจานก็ทำเฉพาะสำหรับ KLM โดยเฉพาะดูดีมีดีไซน์

 

.        ผมไป Transit ที่สนามบินอัมเตอร์ดัมและต่อเครื่องบินมาลง Luxembourg จะถึงตอนเวลา 22:25 ตรงตามเวลาที่กำหนด ตอนนี้เริ่มดึกผมอยากเข้าที่พักเต็มทีผมรีบหยิบกระเป๋า ผมออกมาเจอสาย 29 ก่อนเลยโดดขึ้นสาย 29 เข้าเมืองเพื่อไปที่พัก Youth Hostel Luxembourg City
.        จากสนามบินจะมีบัสสาย 16 และ 29 ค่าโดยสาร 2 ยูโรใช้ได้ภายใน 2 ชั่วโมง  โดยถ้านั่งสาย 16 จะนั่งสายเดียวถึงเลยแต่เดินไกลกว่า การนั่งสาย 29 เข้าเมืองไปก่อนแล้วค่อยต่อสาย 9 แบบต่อรถจะใกล้กับที่พักกว่าครับ

 

Day2 : Trier (German) – Luxembourg

.        จริงๆแล้วเมือง Trier ไม่อยู่ในแผนที่วางไว้แต่แรก แต่โชคดีมีพี่แฟนเพจที่อยู่เมือง Luxembourg พอดี เค้าบอกว่าไม่ไกลและน่าสนใจชวนไปเที่ยว เราต้องเชื่อเจ้าถิ่นสิครับไปครับไป เมือง Trier เป็นเมืองมรดกโลกอยู่ในประเทศเยอรมัน แต่ใกล้กับ Luxembourg มากๆและคนที่นี่ก็ไปซื้อของที่เมือง Trier บ่อยๆเพราะของถูกกว่า วิธีการไปง่ายมากๆไปสถานีรถไฟกลางเมืองหน่ะครับ แล้วก็ซื้อตั๋วไปนั่งรถไฟไปสัก 40 นาทีเองมั้งครับก็ถึงแล้ว
.        เมือง Trier (เทรียร์) เป็นเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโมแซลในประเทศเยอรมนี เทรียร์ซึ่งเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศเยอรมนีก่อตั้งขึ้นเมื่อก่อนปี 16 ก่อนคริสต์ศักราช! เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์และน่ารักมากๆครับ

ตัวเมืองจริงๆแล้วไม่ใหญ่นักครับ เดินจากสถานีรถไฟมาแล้วเดินเล่นในเมือง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็จะเก็บได้ครบ พออกจากสถานีให้เดินไปตามทาง จะเจอประตูเมืองสีดำขนาดใหญ่เป็น Landmark สำคัญของเมืองนี้ครับ เดินทะลุผ่านประตูเมืองเข้าไปเลย

บริเวณตรงใจกลางเมืองช่วงสัก 10 โมงก็จะมีตลาดนัด มีผลไม้ยุโรปสตอเบอร์รี่ เชอร์รี่มาให้เลือกซื้อ ราคาแค่ 2-3 ยูโรครับถือว่าถูกมากถ้าเทียบกับราคาบ้านเรา

ร้านรวงตลอดสองข้างทางให้ช็อปกันอย่างคึกคัก

สวนที่ Konstantin-Basilika

.        เสร็จภารกิจช่วงเช้าก็นั่งรถไฟกลับไปเที่ยว Luxembourg กันต่อครับมาหน้าร้อนเวลาเยอะมาก เที่ยววันละ 2 เมืองสบายๆเลยแหละ ในส่วนของประเทศ Luxembourg นั้นเป็นประเทศเล็กๆแต่ร่ำรวยที่สุดในโลกเลยครับ ประชากรเค้ามีไม่มากแต่รัฐบาลรวยมาก พี่คนไทยบอกว่า คนขับรถที่นี่เงินเดือนหลังหักภาษีแล้ว 4000 ยูโร หรือประมาณ 160,000 บาทต่อเดือน!! โอ้อิจฉาแท้
.        ในตัวเมืองหลวงนั้นจะแบ่งออกเป็น โซนเก่าและโซนใหม่ครับ ถ้าพวกโซนเก่าจะเป็นแนวปราสาทๆให้อารมณ์เหมือนหลุดไปในเทพนิยายแบบนี้หล่ะ สามารถลงไปเดินเล่นได้นะครับเดินกันเพลินๆ

.        ในส่วนของเมืองใหม่ก็อยู่ไม่ไกลกันครับ เดินได้หมดถือว่าเป็นถนนที่มีสีสันมากเลยครับ สองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านค้า มีคนเล่นดนตรีเปิดหมวก มีโบถส์มีสถานที่เที่ยวก็จะอยู่ในละแวกเดียวกันทั้งหมด เดินไปเรื่อยๆครับไม่มีทางหลงแน่นอนเมืองเล็กมาก

.        และระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ ก็จะมีอนุสาวรีย์รำลึกหลากหลายอันเดินวนถ่ายรูปไปเรื่อยครับชิวๆ

.        ผมใช้เวลาเดินเล่นทั้งเมืองเก่า ทั้งเมืองใหม่ ฟ้าก็ยังไม่มืดสักที 555 มาใหม่ๆยังไม่ชินฟ้ามืด 5 ทุ่มครับ ผมอยากมาถ่ายรูป main landmark ของเมืองนี้ครับ มุมที่เราอยู่บนเมืองเก่าและถ่ายลงไป ซึ่งที่พัก Youth Hostel Luxembourg City ก็ถือว่าดีมากๆทำเลดีมากครับ แค่เดินขึ้นมานิดเดียวก็เจอวิวนี้แล้ว แถมถือว่าเป็นที่พักที่ถูกมากกกกก ในประเทศที่คนรวยกันขนาดนี้

Day3 : Brussels

.        วันที่ 3 ของการเดินทางเราจะย้ายไปประเทศเบลเยี่ยมกันแล้วครับ วิธีการข้ามเมืองใน 3 ประเทศนี้ง่ายมากครับคุณไม่จำเป็นต้องจองอะไรล่วงหน้าเลย (อาจจะเข้าไปดูรอบรถไฟหน่อย) พอไปถึงสถานีกลาง Luxembourg และนั่งไฟลงสถานี Brussels Central Station ค่าโดยสาร 41 ยูโรครับ นั่งเพลินๆไป 3 ชั่วโมงก็ถึงละ

.        เมื่อมาถึงแล้วเดินไปที่พักก่อนเลยครับ ผมพักที่ Sleep Well Youth Hostel โฮสเทลนี้ทำเลโอเค ราคาโอเค อาหารเช้าดีมาก แต่สภาพห้องยังไม่ได้มาตรฐานโฮสเทลที่ดีนะ(ไม่มีล็อกเกอร์) วิธีการเที่ยวบลัสเซลล์ถ้ากะว่าจะเก็บเพียง Landmark แบบผมก็เที่ยวแต่แถวสถานีนั่นแหละครับ(แนะนำว่าขอแผนที่จากโฮสเทล) เพราะจากสถานีเดินมานิดเดียวก็ถึง จตุรัสกรองด์ปลาซ (Grand Place) จัตุรัสที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในจัตุรัสที่สวยที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง

.        เบลเยี่ยมนี่ถือว่าเป็นสรรค์นักกินได้เลยครับ เพราะที่ดังมากๆคือ ช็อกโกแลต / ฟรายส์ / วาฟเฟิล อร่อยฟินมากๆ เรื่องฟรายส์ ที่เรามักเรียกกันว่า เฟรนช์ฟรายส์ หลายคนบอกว่ามีต้นกำเนิดมาจากเบลเยี่ยมครับที่นี่เค้าเรียฟรายส์เฉยๆนะครับ

ปิดท้ายด้วยวิวกลางคืนกลางจตุรัสครับ กว่าจะได้ถ่ายภาพนี้ก็ปาไป 5 ทุ่มโน้น

Day4 : Leuven-Mechelen-Brussels

.        จริงๆผมขาด Landmark อีกแค่ 1 อย่างคือ Atomium (ที่เป็นรูปเหมือนอะตอม) แต่ต้องนั่งรถไฟออกไปจากตัวเมืองไปไม่สามารถเดินไปได้ ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนแผนกระทันหันไป 2 เมืองใกล้เคียงในรัศมีการนั่งรถไฟไม่เกิน 20 นาทีแทน ที่ผมเลือกคือ Leuven และ Mechelen (ขอบคุณรีวิวในพันทิป) ในเมื่อมีเวลาเหลือจะปล่อยให้ว่างทำไมใช่ไหมครับ

.        ให้เราเดินย้อนกลับไปที่สถานี Brussel station ต่อแถวซื้อตั๋วกับเจ้าหน้าที่ได้เลยครับ บอกเค้าไปเลยว่าเราจะไป 2 เมือง  Leuven และ Mechelen และกลับมาที่ Brussel อีกรอบเราจะได้ตั๋วมาใบเดียวเลย ไม่ต้องไปต่อแถวซื้ออีกบ่อยๆ ( ไม่ต้องจองล่วงหน้าเพราะราคาเท่ากันกับซื้อที่สถานี ) นั่งรถไฟเพียง 20 นาทีก็จะมาถึงเมือง Leuven ครับเมืองนี้มีร้านค้าน่ารักๆเยอะมาก เมืองนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองมหาวิทยาลัยของ Belgium ครับดังนั้นก็ไม่แปลกเน้อะที่จะเต็มไปด้วยคาเฟ่ และร้านสำหรับนักศึกษา เดินไปชิลไปฟินไป

 

.        Leuven ใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมงเป็นอันจบหลักสูตรเมือง Leuven ได้เวลากระโดดขึ้นรถไฟไปต่อที่เมือง Mechelen แล้วครับ วิธีการเที่ยวเบลเยี่ยมนี่ง่ายมาก ไม่ต้องจองอะไรเลย ไปดูป้ายว่ารถปลายทางเราอยู่ Platform ไหนแล้วขึ้นได้เลยจาก Leuven ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีก็จะมาถึง Mechelen ครับ โดยมีรถไฟวิ่งตรง ชมละขบวน แนะนำให้เช็คเวลาจาก web ก่อนครับ http://www.belgianrail.be/en/Default.aspx

.        เมื่อถึงเมือง Mechelen จากสถานีรถไฟให้เดินตรงไปโดยหาป้ายที่เขียนว่า Centrum เดินตรงไปเลยครับไม่หลงแน่นอน เมืองนี้เป็นเมืองช็อปปิ้งก็ว่าได้ ทั้งสองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านที่ติดป้าย Sale 80% ตัวใหญ่หลอกล่อให้เราเสียตัง เดินไปเรื่อยๆเพลินๆครับประมาณ 20 นาทีก็จะมาถึงบริเวณจัตุรัสกลางเมืองหรือ Grote Markt ครับ

โบถส์ใหญ่แถวจตุรัส สวยมากๆ

.        สำหรับเมืองนี้ใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมงเช่นเดียวกันครับ ถึงตอนนี้ก็จะแถวๆเย็นพอดีนั่งรถไฟกลับ Brussel ได้เลยครับ กลับไปเดินเล่นชมเมืองแถวจัตุรัสกรองด์ปลาซ เดิน กิน ชิว ไปเรื่อยรอฟ้าเริ่มมืดเราก็จะได้ชมวิวกลางคืนก็สวยไปอีกแบบ

Day5 : Ghent – Bruges

.        เอาหล่ะมาถึงจุดพีคของเบลเยี่ยมกับเมืองท่องเที่ยวที่ดังที่สุดทั้งสองเมืองทั้งสองเมืองจะมีลักษณะคล้ายกันคือเป็นเมืองที่มีแม่น้ำลัดเลาะตลอดทั้งเมือง (คล้ายเวนิส) เป็นเมืองที่สวยงามและติดอันดับที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันจะมา ถ้าดูจากแผนที่แล้วเมือง Ghent จะอยู่ใกล้กับ Brussels กว่าดังนั้นแผนของผมคือจะไปแวะเที่ยวเมือง Ghent สัก 4 ชั่วโมงและไปเที่ยวและค้างคืนที่เมือง Bruges ครับ

.        เมื่อนั่งรถไฟมาถึงสถานีเมือง Ghent (Gent-Sint-Pieters) ให้เอากระเป๋าไปฝากในล็อกเกอร์ก่อนจะได้เที่ยวสะดวก และต่อ Tram เข้าไปใจกลางเมืองครับเพราะห่างประมาณ 3 กิโลเดินไม่ไหว ซื้อตั๋วได้ที่เจ้าหน้าที่เลยครับตั๋วไปกลับประมาณ 5 ยูโร (จะมี Tram 2 สายถึง Korenmarkt ทั้งคู่ แต่อันหนึ่งอ้อมมาก อันหนึ่งไม่อ้อม ผมจำสายไม่ได้รบกวนถามเจ้าหน้าที่นะครับ)
.        พอมาถึงสถานี Korenmarkt เดินเอาครับเดินไปเรื่อยๆชิวมากกกกก เมืองนี้ผมชอบมากๆ จริงๆนอกจากเดินก็สามารถนั่งเรือชมเมืองได้เช่นกันครับ แต่ผมจะไปนั่งที่เมือง Bruges ดังนั้นเมืองนี้ผมใช้วิธีเดินอย่างเดียว

ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็จะเก็บเมืองนี้ได้ครบ เรานั่ง Tram กลับไปที่สถานีรถไฟและนั่งรถไฟต่อไปเที่ยวเมือง Bruges กันครับ เมืองนี้จากสถานีไปถึงตัวเมืองประมาณ 1.5 กิโล เดินก็ได้หรือจะนั่งบัสก็ 3 ยูโรต่อขาครับ

ภารกิจแรกก่อนจะเดินเที่ยวเมือง Bruges ผมรีบไปนั่งเรือก่อนเลย จะได้เป็นการ overview เมืองไปด้วยว่าเราควรเดินไปถ่ายรูปตรงไหนดี ค่าเรือคิดคนละ 8 ยูโร ใช้เวลาล่องประมาณ 30 นาทีครับถือว่าคุ้มมากๆ

พอเราได้ชมวิวรอบๆแล้วก็เดินลัดเลาะไปตามตัวเมืองเรื่อยๆครับ ตอนแรกจะหาอะไรอร่อยๆกินซะหน่อยแต่เมืองนี้ของแพงมากกกกก เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเบลเยี่ยม เลยเดินกลับไปกินพิซซ่าที่โฮสเทล 555

Day6 : Bruges – Antwerp

.        วันนี้เราจะไปแวะพักเมืองสุดท้ายของเบลเยี่ยมที่เมือง Antwerp ก่อนเข้าสู่ประเทศเนเธอร์แลนด์ครับ เมือง Antwerp เป็นเมืองนี้เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องเจียระไนเพชร ดังนั้นสองข้างทางใกล้ๆกับสถานีรถไฟจะเต็มไปด้วยร้านเพชรครับ เมืองเก็บของเข้าที่โฮสเทลเรียบร้อยผมออกเดินเท้าตรงผ่าน shopping street มุ่งหน้าสู่จตุรัสใจกลางเมือง เดินวนไปเรื่อยๆครับเมืองใน Benelux เล็กๆทั้งนั้นไม่ต้องกลัวหลง

 

.        ผมใช้เวลาเที่ยวเมืองนี้อยู่เพียงแค่ 3 ชั่วโมงก็เก็บส่วนหลักได้ครบและกลับไปพักผ่อนที่โฮสเทลเลยครับ เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ 6 ของการเดินทางแล้ว ร่างกายผมเริ่มล้า ผ้าก็ต้องซักบ้างละ ก็ทำตามแผนครับกลับไปพักผ่อนไวหน่อย

 

Day7 : Delft – The Haag – Rotterdam

.         วันที่ 7 แล้วเหรอนี่ ผมตื่นมาทานอาหารเช้าที่ Youth hostel Antwerp แล้วรีบกระโดดขึ้นรถไปมุ่งหน้าสู่ประเทศสุดท้ายของทริปคือ Netherland โดยผมจะเข้าพักที่เมือง Rotterdam ซึ่งถือว่าเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองของประเทศ

.        หลังจากเก็บกระเป๋าที่โฮสเทลในเมือง Rotterdam แล้วผมเดินกลับไปที่สถานีรถไฟกลาง ซื้อตั๋วไปกลับเมือง Haag โดยระหว่างทางผมจะแวะเที่ยวที่เมือง Delft เมืองเล็กๆน่ารักที่มีแม่น้ำไหลผ่าน (ไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่มสามารถแวะได้เลย) พอลงจากสถานีเมือง Delft ให้เดินมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง  ตรงใจกลางเมืองก็จะมีของน่ารักๆขาย รวมทั้งปลาทอดอร่อยมากๆครับ

.        ส่วนตัวชิวแล้วเมืองนี้ให้เป็นเมืองที่ชอบอันดับหนึ่งของทริปนี้เลย ด้วยความที่มันน่ารักมากๆ มีคลอง มีบ้านสวยๆๆ มีดอกไม้สวยๆประดับ ประทับใจสุดๆ

.        แวะเที่ยวนั่งชิวในเมือง Delft ประมาณ 3 ชั่วโมงก็กลับไปที่สถานีรถไฟและนั่งต่อไปยังเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ the hague เมืองที่เรารู้จักกันว่ามีศาลโลกอยู่นั่นเองครับ จริงๆเมืองนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆที่ไปมา แต่อย่างน้อยก็ต้องมาหล่ะ มาดูศาลโลกสักหน่อยว่ามีหน้าตาเป็นยังไง เวลาดูข่าวเราก็อ้ออออ ฉันไปมาแล้วตรงนั้น ^^

นี่ไงครับศาลโลก

Day8 : Rotterdam

.        เมื่อวานค้างที่ Rotterdam แต่ยังไม่ได้เที่ยวเลย วันนี้ผมจะออกเที่ยวเมือง Rotterdam กันครับ เมืองนี้ถือว่าค่อนข้างใหญ่เลยหล่ะ แต่ตรงโซนสำหรับนักท่องเที่ยวก็สามารถเดินได้รอบครับ โดยแลนด์มาร์คที่ดังสุดน่าจะเป็นบ้านลูกเต๋าอันนี้นะครับ

.        และที่ผมชอบมากๆคืออันนี้ครับ เป็น Food hall ใกล้กับบ้านลูกเต๋ามีของกินเยอะมากๆ หลังจากกินอิ่มแล้วให้เดินไปตามถนน Shopping street ไปเรื่อยๆเพื่อวนกลับไปถนนสถานีรถไฟครับ ใช้เวลาเที่ยวเมืองนี้ประมาณ 4-5 ชั่วโมงก็ถือว่าเก็บโซนหลักๆได้ครบ ผมกลับไปเอากระเป๋าและคืนนี้เราจะไปนอนพักที่ Amsterdam กันครับจะได้ไม่ต้องย้ายของอีกรอบ

Day9-10 : Amsterdam

.        เวลาผ่านไปไวยั่งกะโกหก มาถึงเมืองสุดท้ายของทริปแล้วครับ เราจะไปเที่ยว Amsterdam กันทั้งวันเลย แต่เนื่องจากที่พักอยู่ไกลเมืองพอสมควรยังไงก็ต้องนั่ง Tram เข้ามาอยู่แล้วผมจึงซื้อตั๋ววันไปเลย 24 ชั่วโมงในราคา 7.5 ยูโร นั่งเข้าไปถึงใจกลางเมือง จากนั้นก็เดินครับ จริงๆ Amsterdam ถือว่าไม่ใหญ่มากถ้าคุณพักกลางเมืองอยู่แล้วไม่ต้องซื้อตั๋ววันก็เดินได้ทั่วเช่นกัน

.        เมืองอัมเตอร์ดัมเป็นเมืองที่น่าหลงไหลมากครับ เป็นเมืองที่มีสีสัน นักท่องเที่ยวมาก และด้วยตัวเมืองที่มีคลองตัดผ่านจำนวนมากทำให้บรรยากาศดีมาก หลายคนคงรู้ว่า Amsterdam เป็นเมืองที่เสรีในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ เช่น กัญชา และ การขายบริการทางเพศ แต่ก็ไม่ได้เสรีแบบใครจะขายก็ขายนะครับคือเอาขึ้นมาอยู่บนดินมีการจัดระเบียบและการเก็บภาษี

.        ส่วนสถานที่เที่ยวดังๆในอัมเตอร์ดัมนั้นจะอยู่ใจกลางเมืองทั้งสิ้นเลยครับ เดินลัดถนนคลองไล่ไปเรื่อยๆ ถ้าใครมีกำลังอยากจะนั่งเรือล่องชมเมืองก็ได้เช่นกัน ส่วนผมใช้วิธีเดินและนั่ง tram ที่รวมไปในตั๋ววันเอาก็เก็บได้ครบถ้วนครับ

I Amsterdam sign เป็นป้ายอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่คุณไม่ควรพลาดเช่นเดียวกันครับ ถ้าเดินจะไกลหน่อยแต่ถ้านั่ง Tram เอา เดินแค่นิดเดียว

.        ปิดท้ายด้วยที่คนอยากรู้…พูดถึงเรื่องกัญชาในประเทศนี้ถูกกฎหมายครับ ถึงแม้ว่าจะห้ามโฆษณาแปะป้ายหน้าร้าน แต่คุณจะสามารถสังเกตได้จากคำว่า “COFFEE SHOP” ถ้าเขียนแบบนี้นั่นแหละครับร้านขายกัญชา (ถ้าร้านกาแฟจริงๆจะเป็น Espresso bar ) อันนี้ผมไม่ได้ชี้นำนะ แต่ตัวผมเองก็ได้ลองเช่นกันผมทำสิ่งที่ถูกกฎหมาย(ประเทศโน้น)นะครับ ตอนแรกก็ไม่รู้ครับเดินไปซื้อได้เป็น “ช่อ” มาเลยทีนี้เวลาสูบนั้นส่วนมากเค้าจะสูบด้วยการพันกับบุหรี่คล้ายๆเวลาคนไทยสูบยาเส้นนั่นแหละครับ  ถ้าใครอยากลองก็ซื้อแบบที่เค้าพันสำเร็จจะดีกว่าเรียกว่า “Pre joint” (3-4 ยูโรต่อมวน) ฮ่าๆถ้าใครอยากลองผมว่าก็โอเคครับ ก็ของถูกกฎหมายในประเทศเค้าหนิ จะได้รู้ว่า “Get high” มันเป็นยังไง 555

.       สำหรับรีวิวลุยเดียวเที่ยว 10 วันใน Benelux ผมก็ขอจบเพียงเท่านี้นะครับ เป็นรูทที่ประทับใจมากๆเที่ยวง่ายมากๆและค่าใช้จ่ายไม่แพงอย่างที่เคยคิดไว้เลยครับ ผมหวังว่าคงพอได้ไอเดียในการเที่ยวทั้ง 3 ประเทศนี้นะครับ

สรุปค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
•    ค่าตั๋วเครื่องบิน = 24,000 บาท
•    ค่าวีซ่า+ประกันเดินทาง = 4,000
•    ค่าโฮสเทล 9 คืน = 9,000 บาท
•    ค่ากิน ค่ารถ = 13,000 บาท

———

ติดตามการเดินทางของชิวได้ทางช่องทางนี้ครับ
Facebook Page : Chill Journey
IG : @ChillJourneyTH

Exit mobile version