[ Chill Journey ] แบกเป้เที่ยวชิล อิตาลี 10 วัน ตอนที่ 1 Milan – Como – Verona – Venice

pageCover
  • 44
  •  
  •  
  •  
    44
    Shares

ก่อนอื่นผมต้องขออภัยทุกท่านที่เคยติดตามรีวิวชุด สวิส-อิตาลี 17 วันของผม  มันยาวนานมากกกกก ผมไปมาตั้งแต่สงกรานต์แล้วนะครับ วันนี้ได้ฤกษ์มาเขียนรีวิวอิตาลีพาร์ทแรก 4 เมืองก่อน Milan – Como – Verona – Venice

ข้อมูลควรรู้ก่อนไปอิตาลี

การเดินทางภายในประเทศให้ประหยัด

–    รถไฟอิตาลี ไม่ต้องซื้อตั๋วเหมาให้ซื้อเป็นเที่ยวๆ โดยจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือนจะได้ราคา economy , super economy ซึ่งถูกไปประมาณ 50-60% เลย  จองผ่าน www.trenitalia.com ปริ้นไปขึ้นรถไฟได้เลยไม่ต้อง validate ( ระวังซื้อผิดวันแบบผมนะ refund ไม่ได้ทิ้งอย่างเดียวครับ )

–    ในอิตาลีตั๋วเหมาเป็นอะไรที่คุ้มนะ เช่น Verona card , Venice 48 hr. , Metro rome 48 Hr.

อาหาร
–    ที่อิตาลี อาหารไม่แพงมากพอรับได้ พิซซ่าชิ้นละประมาณ 2.5 – 3.5 EU ก็อิ่มนะครับ อย่าเข้าร้านอาหารก็พอ เพราะตามร้านมื้อละประมาณ 10 EU เป็นต้นไป ซุปเปอร์ที่เราค้นพบว่าของถูกชื่อว่า PAM ครับ ถ้าพักโฮสเทลมีครัวซื้อมาทำเองประหยัดโคตรๆครับ

–    น้ำ กินจากน้ำก๊อกเอาครับ น้ำประปาสามารถทานได้ รวมทั้งน้ำพุตามเมืองต่างๆที่อิตาลีก็กินได้เช่นกัน

–    Gelato หรือ ไอติมที่อิตาลีอร่อยมากกก ปกติผมทานประมาณ 3 scoop โคนละประมาณ 2.5-5 EU  แม้จะประหยัดแต่อันนี้ยอมกินวันละ 1-2 แท่ง บางทีกินแทนข้าวเย็น ( หมดค่าไอติมไปประมาณ 40 EU !! )

ที่พัก
ผมนอนโฮสเทลที่เน้นทำเลดี ได้Ratingดี ไม่ได้เน้นถูกที่สุดหรือถ้ามีโรงแรมที่หารแล้วแพงกว่า hostel นิดเดียวทำเลยังดีอยู่ผมก็จะจองโรงแรมครับ

นี่คือที่พักของผมทั้งหมด รีวิวที่พักสั้นๆ ผมว่าโอเคสอบผ่านทุกที่ สะอาดทุกที่ครับ

Italy
Milan – The Monastery Hostel << ถูก , ทำเลดีใกล้ metro , ห้องใหม่เพิ่ง renovate , มีครัว
Como – Lake Como Hostel << ห้องเก่า เตียงเห่ย แต่staffดีมาก บรรยากาศ backpacker สุดๆชอบมากกกก
Verona – Residence Romeo and Juliet << เป็น BB ที่ดีมาก แต่ต้องหาคนแถวนั้นโทรหาเจ้าของให้
Venice – Hotel Vidale * 2 night  << ที่พักในเวนิสจะแพงมาก ถ้าประหยัดให้พักอยู่แถว venice mestre รร.นี้เก่า แต่ทำเลดี ใกล้ห้างขายของถูกมาก และนั่งบัสสายเดียว 15 นาทีถึงเวนิสเลย
Florence – Wow Florence Hostel * 2 night << ไกลหน่อยเดินสัก 1.5 กิโลจากสถานี ภาพรวมโอเค
Clique torre – Luciano ( Riomaggiore ) << ทำเลดี แต่ตำแหน่ง GPS ใน booking ไม่ตรง เดินขึ้นเขาลงเขา 1 ชั่วโมง…แทบตาย
Rome – Hostel Carlito * 2 night << ทำเลดีใกล้ metro มาก , เตียงดีมาก , ข้อเสียคือไม่มีล็อคเกอร์ , ไม่มีครัว


Day6 Milan

.        ขอเท้าความนิดหนึ่ง… จากรีวิวก่อนผมเขียนถึงเมือง Zermatt ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จบสวิส 5 วันผมก็ข้ามมาต่อด้วยอิตาลีอีก 10 วันเต็มก่อนกลับไทย

.          บ่ายแก่ๆเราขึ้นรถไฟจากสถานี Zermatt​ ต่อไปยังเมือง Brig สถานีขนาดใหญ่ที่เราต้องเปลี่ยนรถไฟเป็นขบวน Intercity เพื่อนั่งข้ามไปยังอิตาลี​ แต่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน รถไฟที่เราซื้อตั๋วมาในราคาถึง 3,000 บาท มันเสีย! แล้วประกาศให้ทุกคนลงจากรถ  อ้าว… “ Shift หาย”

.          ผู้โดยสายกำลังแตกตื่น ผมไล่ถามหลายคนก็ไม่มั่นใจ ลากตัวเองกลับไปถามที่เค้าเตอร์ขายตั๋วโน้น หลังผ่านความวุ่นวายมาได้เป็นอันว่าเราต้องขึ้นรถขบวนถัดไป “โดยไม่มีที่นั่ง” เชี้ยสส เงิน 3,000 บาทตู พวกเรานั่งพื้นมาตลอด 3 ชั่วโมงจนมาถึงเมืองมิลาน ตอนเกือบ6โมงเย็น ดีเลย์กว่าที่คิดไว้ 2 ชั่วโมงกว่า โปรแกรมตัดทิ้งหมดแพลนไว้ว่าให้ได้ไปดู Duomo ก็พอProcess-2156

พอถึงแล้วก็ รีบนั่งรถไฟใต้ดินไปที่พัก The New Generation Hostel Urban Brera โฮสเทลที่ถูกรีโนเวทใหม่ให้ดูโมเดิร์น  เก็บกระเป๋าแล้วนั่งรถไฟไปยัง Duomo ( metro สถานี Duomo )

Process--2141

จาก Hostel​ เรารีบวิ่งไปยังสถานี metro ใกล้โฮสเทลเพื่อต่อไปสถานี Duomo​ ขึ้นมาจากสถานีก็พบกับ มหาวิหาร ดูโอโม (Duomo di Milano) เป็นมหาวิหารแบบโกธิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อสร้างเมื่อปี 1386 กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาถึง 427 ปี เชียวนะแต่น่าเสียดายวันที่เราไปปิดซ่อมครับ ก็เลยอดเข้าไปดูข้างในรวมทั้งขึ้นดาดฟ้า

Process-2016

.      นอกจากตื่นตะลึงกับมหาวิหารแล้ว เราก็ได้พบกับแก๊งมิจฉาชีพตัวเป็นๆมากมายที่เค้าเตือนๆกันมา ไม่ว่าจะเป็นแก๊งชาวแอฟริกามาหลอกผูกข้อมือแล้วเก็บเงินเอย  แก๊งหลอกให้อาหารแล้วนกมาเกาะบนแขนนักท่องเที่ยวเก็บเงินดื้อๆ

.      ระหว่างที่ผมกำลังเดินถ่ายรูปอยู่นั้นก็เจอพวกมิจฉาชีพทั้งหลาย ผมมองหน้าพวกนั้นเป็นเชิงว่า “ตูรู้นะเว้ยเอ็งจะทำอะไร” พร้อมทั้งโบกหัวเฮ้ย โบมือว่าไม่เอา  พวกนั้นก็ไม่มายุ่งกับผมโจรอิตาลีก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ ไม่ได้จู่โจมอะไร

Process-2009

.      ด้านซ้ายของ Duomo จะเป็นห้าง Galleria Vittorio Emanuele II ที่มีชื่อเสียง เข้าได้ฟรี สวยมากๆครับแต่ขอให้ข่มใจไม่แพ้พระเจ้าหลุยและอีกหลากหลายแบรนด์ในนี้ก็พอ เพราะแพงกว่าค่าเข้าไม่รู้กี่สิบเท่า

Process-1977

.      แสงตรง Duomo กำลังจะหมดลง แต่แสงตรงข้าม Duomo กำลังสวยพวกเราก็เลยเดินมั่วๆไปทางนั้น ได้ผ่านบรรยากาศเมืองมิลานดูมีชีวิตชีวา สวยงามกว่าที่เรามองว่าเป็นเพียงเมืองทางผ่าน

Process-2093

.      บรรยากาศมืดลงพร้อมกับผู้คนออกมานั่งดื่มเหล้าเบียร์ ร้านรวงที่เปิดกลางคืนเริ่มคึกคักมากขึ้น มีคนมิลานมาเปิดหมวกเล่นดนตรีข้างถนน พวกเราเดินต่อกันไปเรื่อยๆแบบไม่ตั้งใจจนถึงปราสาท Sforzesco Castle ที่หมายแรกที่คิดไว้แต่รถไฟเสียเลยตัดออกสะงั้นก็สวยดีครับ

Process-2110

Process--2130 Process-2133

เอาเป็นว่ามาชะโงกทัวร์ที่มิลานเรียบร้อย ฮ่าๆๆๆ

 

Day7 Milan – Lake como

เมืองถัดไปเป้าหมายเราคือ Lake como เป็นเมืองริมทะเลสาบที่คนกล่าวขานว่าสวยไม่แพ้ Hattstat ของประเทศออสเตรียเลย เดียววันนี้จะไปพิสูจน์กัน !

วิธีการเดินทาง

นั่งรถไฟ local จากสถานี Milano ไปลงสถานี Varenna-Esino ( คันที่เรานั่งปลายทาง Tirano ไม่มั่นใจมีเส้นอื่นป่าวนะครับ )

การเดินทางภายใน

ส่วนการเดินทางข้ามไปมาระหว่างเมืองเล็กๆรอบทะเลสาบจะมีเรือ ferry ขนาดใหญ่คอยรับส่งนักท่องเที่ยว แต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 30 นาที ถ้าใครกะเที่ยวหลายเมืองก็แนะนำให้ซื้อตั๋ววันไปเลย นั่งสองสามรอบก็คุ้มละ

 

.       Lake como ไม่ใช่ชื่อเมืองแต่เป็นคำเรียกรวมเมืองทั้งหลายที่อยู่รอบทะเลสาบโคโม่ ว่ากันว่าเมืองเหล่านี้สวยงามไม่แพ้เมืองริมทะเลสาบแบบ Hallstatt ที่ส่งเข้าประกวดด้วยประเทศ ออสเตรีย ของแบบนี้คงต้องพิสูจน์ Lake como เป็นทะเลสาบรอบๆทะเลสาบก็จะประกอบไปด้วยหลากหลายหมู่บ้านเราเลือกที่จะไป 3 หมู่บ้านดังนี้ Varenna, Menaggio, Bellagio เวลาเรามีไม่มากก็เลยเลือกที่จะเต็มอิ่มกับการพักผ่อนแต่ละเมืองมากกว่าจะไปชะโงกให้ครบครับ

 

เริ่มที่สถานีรถไฟมิลานใหญ่โตมากๆ แค่สถาปัตภายในสถานีก็สวยแล้ว ตรงโดมตรงกลางที่รถไฟจอดก็คล้ายๆหัวลำโพงบ้านเราแฮะ

Process-2153

นั่งมาประมาณชั่วโมงเดียวก็ถึงครับ เริ่มต้นที่เมือง Varenna ก่อนเลย เมืองนี้อย่างที่บอกไปว่าเป็นเมืองที่คนมามากที่สุด ก็เพราะมันมีสถานีรถไฟอยู่นั่นเอง เดินจากสถานีเข้ามาไม่ไกลก็จะเจอกับท่าเรือ ซื้อตั๋วให้เรียบร้อยระหว่างรอดูเวลาให้ดีแล้วไปเดินเล่นในเมืองได้ครับ

Process-2167

 

Process-2169

(เดาว่า ingresso นี่แปลว่าท่าเรือ มั้ง)Process-2175

ใครหิวตรงท่าเรือก็จะมีร้านอาหารครับ นักเดินทางไส้แห้งอย่างผม …ควักมาม่ามาบีบกินดิบๆเลย

Process-2181

ทางเข้าหมู่บ้านจะเป็นทางเดินเลาะภูเขาไปสัก  500 เมตรก็จะถึงหมู่บ้าน ทางเดินสวยมากๆๆ ไอ้ที่ประหยัดมาตลอดก็มาเสียเงินไร้สาระครั้งแรกก็ ไอศกรีม(เจลาโต้)ที่หมู่บ้านนี้แหละ ไอศกรีมอิตาลีมันแบบว่า อร่อยมากกกกกกก อร่อยจนหลังจากนี้คือกินมันทุกวัน

Process-2192 Process-2344

เสียซิงให้กับของไร้สาระครั้งแรกในทริป ไอศกรีมนี้ประมาณ 3.5 ยูโร

Process-2202

เดินต่อมาเรื่อยๆจะเจอเวิ้งแบบนี้เหมือนภาพที่เคยฝันไว้เลย บ้านเมืองสี earth tone ตั้งอยู่ริมทะเลสาบสีฟ้า อากาศกำลังสบายๆประมาณ 18 องศา มันชิลจริงๆนะ

Process-2224 Process-2206

มุมมองหมู่บ้านจากเรือเมื่อมองย้อนกลับไป สวยลงตัวมากๆ
Process-2234

วิวหน้าตรงนี้ได้มาจากตอนนั่งเรือกลับจาก Bellagio อลังมากกก

_MG_2438

Menaggio

.       หมู่บ้านถัดมา คือหมู่บ้านที่พักของเรา Menaggio ถามว่าทำไมถึงมานอนที่นี่ ตอบง่ายๆคือเป็นโฮสเทลเดียวที่หาได้และถูกสุด ชื่อ Lake como hostel คืนละแค่ 800 บาท ตอนเราเข้าไปเจอสภาพโฮสเทลแล้วแบบว่า “เห้ยมันเก่าไปป่ะวะ”

.       แต่ด้วยบรรยากาศแบบนี้แต่ใน guest book ดันกลับมีแต่คนเขียนว่า “Best hostel ever” บอกไม่ถูกมันเก่าแต่บรรยากาศมันอารมณ์ไปพักหอพักเพื่อนมากๆ บรรยากาศแบบ Real backpacker  และตอนเย็นผมไปนั่งทานข้าวมีโต๊ะที่แปะป้ายว่า “The social table” แต่ละคนเค้าก็คุยกัน เราก็นั่งเงียบๆหน่อย แต่ละคนคือเดินทางมาเยอะมากกกกกกกก มากซะจนเด็กน้อย 20 ประเทศแบบเรานั่งง่อยไม่กล้าพูดอะไรมากเลย อาย

จริงๆหมู่บ้าน Menaggio  เราไม่ค่อยมีอะไร แต่จริงๆแล้วมันมีจุดชมวิวที่เห็น lake como ทั้งเมืองเลยนะ ชื่อว่า Balcony of Italy ด้วยนะแต่ตอนนั้นขาเจ็บเลยไม่ได้ไป ถ้าใครสนใจก็ลองค้นดูครับมีคนเขียนรีวิวไว้แล้ว มาพาเดินเล่นหมู่บ้านเล็กๆน้อยๆ ผมไม่ได้ไปไหนไกลเพราะขาเจ็บตั้งแต่ตอนไปลื่นหิมะที่สวิส

Process-2258 Process-2266

และนี่คือวิวตอนเช้าของห้องพักราคา 800 บาท วิวเอาไปเลย 8 พัน

Process-2480

 

และหมู่บ้านสุดท้ายของ Lake como ที่เราไปกันคือ “Bellagio” หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่สุดในโซนนี้ แล้วก็ฮิตที่สุด นักท่องเที่ยวเยอะ ร้านขายของเยอะ ที่พักเยอะ ( รวมทั้งที่พักแพง )  จุดเด่นของที่นี่คือเมืองเค้าจะปลูกขึ้นไปตามเนินเขา ดังนั้นวิธีการเที่ยวเมืองนี้่ให้สนุกคือ “หลง” …นั่นแหละงานถนัดผมเลย

Process-2360 _MG_2405
Process-2372 Process-2363

ผมเดินไปตามตรอกซอกซอยของเมือง Bellagio มีคนบอกไว้ว่าเสน่ห์ของอิตาลีที่คุณไม่ควรพลาดคือการ “หลง” และเดินลัดเลาะตามบ้านเมืองสี Earth tone เหล่านี้ แวะกินพิซซ่า พาสต้า ไอศกรีม ปล่อยเวลาปล่อยใจใช้ชีวิต Slow life ไปเรื่อยๆก็พอ

ผมเดินแยกกับเพื่อนเราแยกกันเดิน หมู่บ้านมันไม่ใหญ่นักแล้วเราก็เดินมาเจอกัน

ชิล : “มึงกูว่าหมู่บ้านนี้ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหรว่าป่ะ”

เพื่อน : “เออ”

ชิล: “ถ่ายรูปให้กูหน่อย”

เพื่อน : “มึงเพิ่งบอกไม่มีอะไร แล้วให้กูถ่ายรูปให้เนี้ยนะ”

ชิล : “เออ ไว้เป็นที่ระลึกว่ามาถึงแล้วไง 555 ”

ผมนี่นักท่องเที่ยวตัวจริง ก่อนกลับเราก็มานั่งรอแถวร้านค้าริมน้ำนี้แหละครับต่อไวไฟฟรีแถวนี้เล่นเอา

Process-2417

Day 8 – Como – Verona

จาก Como เราก็นั่งรถไฟไปต่อยังเมือง Verona ที่นี่มีเรื่องให้ช็อคสุดๆคือผมจองรถไฟมาผิดวัน เลยต้องเสียเงินซื้อตั๋วใหม่เกือบ 2,000 บาท ( รถไฟอิตาลีจองหน้างานแพงมากกกกกก )  รถก็จะวิ่งย้อนกลับไปที่มิลานก่อนแล้วเปลี่ยนขบวนวิ่งไป Verona  พอมาถึงเมือง Verona แล้วก็ตามหา Verona card (บัตรเหมาค่ารถ ค่าเข้าเกือบทุกอย่างในนี้) ผมอ่านมาว่าซื้อแล้วคุ้มในราคา 10 ยูโร แต่ตอนผมไปมันขึ้นราคาเป็น 15 ยูโรแล้วนะ

นั่งรถบัสไปที่พักเก็บของแล้วออกมาเจอร้านไอศกรีม เปรี้ยวปากอยากกินเจอเจ้าของบ้านที่เราไปพักออกมาจากร้านนั้นพอดี

“ร้านนี้อร่อยสุดใน Verona เชื่อผม” เฮ้ยคน local บอกขนาดนี้จะพลาดได้ไงครับจัดมา แล้วมันโคตรอร่อยจริงๆ ร้านตามนามบัตรเลย Ballini ( google map มีชื่อ Gelateria Ballini )

Process-2488 Process-2490

กินเสร็จเราออกสำรวจเมืองเดินสะพานข้ามแม่น้ำมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองจุดแรกที่เราพบคือพิพิธภัณฑ์อะไรสักอย่าง

“อะไรไม่รู้หว่ะ เข้าแล้วกันมีบัตรเบ่งหนิใช้ให้คุ้ม”

พวกเราเดินเข้าไปชมเสพอาร์ต ภาพเขียน รูปปั้น ในพิพิธภัณฑ์ Verona ที่ได้ไม่ถึงสิบนาทีก็เดินออก มันไม่ใช่แนวพวกเราจริงๆ

มาทราบทีหลังมีชื่อว่า Palazzo della Regione  ปัจจุบันเป็นแกลอรี่ที่แสดงงานศิลปะสมัยใหม่   ด้านบนมีหอคอยสูง ตอร์เร เด แลมเบอร์ติ  (Torre dei Lamberti) เราเห็นหอคอยอะไรสักอย่างนั้นแหละครับขึ้นสิ

หอคอยนี้ (Torre dei Lamberti ) เป็นจุดสูงสุดที่อยู่กลางเมือง Verona แห่งนี้นั่นเองเรามองวิวเมืองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา บ้านเมืองสีแดงอิฐทุกหลังรู้สึกเข็มแข็งแต่กลับแฝงไปด้วยความอบอุ่นในคราวเดียวกัน

Process-2540

ลงมาด้านล่างก็จะเป็นแนวๆ Bazar เดินเล่นเพลินๆ บรรยากาศเมืองดีมากกกก

Process-2558 Process-2561 Process-2564

เป้าหมายถัดไปเราคือบ้านจูเลียต บ้านแห่งตำนาน Juliet (Casa di Giulietta ) พอเดินเข้ามาในบ้านแทบทุกอนูที่คนเขียนได้ก็จะมี คู่รักมาเขียนชื่อของกันและกันเต็มไปหมด ซ้อนซะจนบางคนแปะ post it ทับเลย

Process-2592

รูปปั้นนี้หล่ะครับที่เค้าบอกว่าถ้าเอามือไปลูบที่หน้าอกจูเลียตแล้วจะสมหวัง ต่อคิวกันยาวเหยียด

Process-2614

ทางขวามือของรูปปั้นจะเป็นทางเข้าบ้านจูเลียตซึ่งต้องเสียเงินเข้า แต่เรามีบัตรเบ่งก็ลุย ขึ้นมาชั้น 2 เจอที่ส่งจดหมายหาจูเลียต แต่ยุคนี้เป็นจอหน้าสัมผัสละครับ ไอ้เราก็พิมพ์ใหญ่พอกดส่งก็จะมีให้ใส่ email เราเข้าไป … ถึงตอนนี้ 5 เดือนแล้วผมยังไม่ได้เมลล์ตอบกลับเลยอะ คุณหลอกดาวววว

Process-2608

มุมนี้ฉากในหนัง ถ้าอยากไปยืนก็ต้องเสียเงินเข้าบ้านนะ
Process-2613

จากบ้านจูเลียตเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆครับ โดยมุ่งหน้าสู่ Arena ผมรู้สึกชอบบ้านเมืองของ verona มากๆเพราะมันให้ความรู้สึกเป็นเมืองคนอยู่จริงๆไม่ใช่เมืองที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวล้วนๆแบบเมืองอื่นๆในอิตาลี อาจเป็นเพราะไม่ใช่เมืองที่ฮิตที่สุดเท่าๆเมืองอื่นละมั้งครับ
Process-2622

Verona Arena ที่นี่จะคล้ายโคลอสเซียมแต่ขนาดเล็กกว่า ค่าเข้า 10 ยูโรเชียวครับ ถ้าใครไม่มีบัตรเบ่งก็ไม่ต้องเข้าหรอก ไม่ค่อยมีอะไร และยิ่งพีคไปกว่านั้นตอนเราไปเค้ากำลังจัดเตรียมคอนเสริต คืออึ้ง…กะไปดูของโบราณ เก้าอี้แดงๆเต็มเลย
Process-2711 Process-2707

เราเดินไปเรื่อยๆจนทะลุอีกฝั่ง จะเป็นแม่น้ำและ จะเจอกับสะพาน Ponte Scaligero สะพานขนาดใหญ่ข้ามทะเลสาบ GardaProcess-2704 Process-2689 Process-2667 Process-2631เย็นแล้วมุ่งหน้าสู่จุดชมวิวที่ใฝ่ฝันไว้ Castel san pietro ขึ้นฟรีครับเดินขึ้นบันไดไปพอเหนื่อย(มาก)  สัก 400 ขั้นเห็นจะได้แต่วิวคืออย่างฟินนนProcess-2732

หลงรักเมืองนี้เข้าแล้วครับ จุดชมวิวนี้คือชนะเลิศ     ผมได้นั่งชมตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกจนเมืองเปิดไฟ สุดยอดจริงๆ ห้ามพลาดนะครับถ้ามา Verona ไอ้เพื่อนผมมันก็ถ่ายรูปของมันอยู่ ผมก็จัดแจงตั้งขาตั้งถ่ายตัวเองเลย

Process_1080_Web-2763

ถ่ายตัวเองเสร็จผมก็ตั้งกล้องเก็บมุมอื่นๆต่อ มีคู่รักคู่หนึ่งมาพลอดรักกันบนเขาข้างๆเรา Selfie เป็นพยานรักกันหลายรูป ส่วนผมก็เป็นมารลั่นชัตเตอร์อยู่ข้างๆสองคนนั้น  สักพักผู้ชายหันมามองผม.. คิดในใจ … เห้ยมันจะด่าผมป่ะวะเนี้ย

“ยูถ่ายรูปสวยมากเลยนะ ส่งภาพให้หน่อยสิ”   พูดจบแล้วยื่นมือถือเข้าเฟซบุ๊คให้ผมพิมพ์แอดเฟรน เอ้า! จะขอภาพนี้เอง เราเลยได้คุยกันนิดหน่อยรู้ว่าพวกเค้ามาจากบลาซิล อีกหนึ่งประเทศในฝันผมเลย

Process-2781 Day 9 – Verona – Venice

.     รถไฟที่จะไปเวนิสออกประมาณบ่ายโมง ตอนเช้าผมก็ไปเดินเล่นในเมือง Verona อีกครับเมืองอะไรไม่รู้น่ารักมากจริงๆ ปลื้มสุดๆ ( ชอบอันดับต้นๆของอิตาลีเลย) พอถึงเวลาก็นั่งบัสไปสถานีรถไฟ  แล้วถ้าหันหน้าเข้าสถานีรถไฟด้านซ้ายจะมีร้านอาหาร ขายพวก เคบับ/พิซซ่า/ไก่ทอด อยู่ครับราคาไม่แพง

.     นั่งรถไฟแค่ชั่วโมงครึ่งมั้งครับก็มาถึง Venice mestre อันนี้เป็นทริคที่อยากแนะนำที่พักในเวนิสจะแพงมากๆถ้าไม่ซีเรียสว่าต้องอยู่ในเวนิสให้มาพักแถว Venice mestre ครับ (อยู่ก่อนถึงเวนิสสถานีหนึ่ง)  และจากที่พักเรานั่งรถบัสแค่ 15 นาทีก็ถึงเวนิสแล้วที่พักคืนละแค่ 1,800 เองหารละตกคนละ 900 เท่านั้นพอๆกะโฮสเทลเลย (แต่สภาพก็เห่ยพอตัว) และแถวนี้ยังมีห้างที่ขายของถูกมากๆๆๆๆๆๆ แพงกว่าไทยสัก 5-10% เท่านั้นเอง คือซื้อขนม ซื้อน้ำ ซื้อไก่ กินฟินๆเลย  ไก่อบทั้งตัวขนาดประมาณไก่ย่าง5ดาวบ้านเรา 3 ยูโร คือฟิน

*Venice pass มีหลายอย่าง หลายประเภทมากๆ ผมจำไม่ได้ แต่พวกเรามีเวลา 48 ชั่วโมงพอดีก็เลยซื้อพาสแบบ 48 ชั่วโมง  ขึ้นได้ทั้งบัสและเรือ

Process-2814

Venice ไม่เหมือนฝัน

.         เวนิส คือหนึ่งในเมืองที่ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้มา ผมได้รู้จักครั้งแรกและรับรู้ได้ว่ามันสวย ผ่านสายตาของชายไทย2คนจากรายการ หนังพาไป พี่บอลพี่ยอดนั่งเรือมาจากกรีซ แววตาแห่งความตื่นเต้นที่ฉายออกมามันบ่งบอกว่าอาการมาถึงเมืองในฝันมันเป็นยังไง

.         ตัดฉากไปอีกช่องหนึ่งหลังหนังพาไปจบ เป็นคุณฟิลม์ รัฐภูมิ กำลังพาไปเดินเที่ยวเมืองเวนิส เดินหล่อๆกับเมืองสวยๆ “เมืองเดียวกันแต่กลับต่างกัน” เที่ยวแบบคนรวยกับแบบคนจนมันก็ได้มุมมองที่ต่างกันนะครับ

ผมคาดหวังกับเวนิสไว้มากเลยเพราะเป็นเมืองที่ทำให้รู้สึกอยากมาอิตาลีเลยก็ว่าได้ พอรถบัสมาจอดถึงเวนิส คำแรกที่นึกถึง ” ทำไมเวนิสไม่เหมือนฝัน !! “

เวนิสที่ผมพบเจอคือ คลองใหญ่ๆด้านหน้า และ มีสะพานปูนพาดผ่าน ร้านขายของเยอะๆและนักท่องเที่ยวมากมายมหาศาล นี่เราดั้งด้นมาตั้งไกลเพื่อมาเจออะไรแบบนี้เหรอเนี้ย … ฝันสลายยยย
.
.
แต่ซื้อตั๋วเหมามาแล้ว โรงแรมก็จองแล้วต้องอยู่กับมันอีก 48 ชั่วโมงลุยครับ… ผมนั่งเรือผ่าน grand canal ไปลึกขึ้นๆ บ้านเมืองสองข้างทางก็เริ่มงดงามขึ้นเรื่อยๆ แล้วผมก็ได้พบ “เวนิสในฝัน” จริงแล้วครับ เมืองที่สวยมากๆ นั่งเรือกันยาวๆไปลงที่สถานี Piazza San MarcoProcess-2886

มุมนี้ที่เคยฝันไว้ได้มาถ่ายด้วยตัวเองแล้วครับ

Process-2896

ไม่หล่อต้องเน้นตลกเข้าไว้ ใช้เลนส์ไวด์ถ่ายชิดๆเลยฮะ

 

Process-2897

จากท่าเรือ Piazza S. Marco เดินไปไม่ไกลทางซ้ายมองไปจะเป็นสะพาน Bridge of sight สะพานนี้เป็นสะพานเก่าแก่ที่เชื่อมต่อระหว่างวังดูคาเลกับคุกเก่า เป็นเส้นทางลำเลียงนักโทษเข้าสู่ตัวคุก สะพานด้วยหินปูนสีขาว มีช่องหน้าต่างให้นักโทษมองออกมาชมความสวยงามของท้องฟ้าและทะเลแห่งเวนิสเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต Lord Byron ได้ตั้งชื่อว่าสะพานซิงห์ (Sigh) … ดูเศร้าเน้อะ

Process-2909

จากนั้นก็ปล่อยใจไหลไปกับสายน้ำครับ ลัดเลาะผ่านซอกซอยเดินหลงๆไป เสน่ห์การเที่ยวอิตาลีมันอยู่ตรงนี้แหละ เที่ยวชิลๆหลงๆนี่งานถนัดผมเลย ( หลงตลอดยังมีหน้ามาอวด ! )

Process-2932

เราเดินไปเรื่อยๆจนถึงท่าเรือกอนโดล่า ขณะผมกำลังถ่ายรูปอยู่มีเสียงผู้หญิงแทรกขึ้นมา

“ขอโทษนะค่ะ คนไทยหรือเปล่า”

“เอ่อ ใช่ครับ”

“คือสนใจนั่งเรือกอนโดล่าด้วยกันไหมคะ เรือมันราคา 80 ยูโรอะค่ะ ถ้าหารกัน 4 คน(หมายถึงเธอกับเพื่อน และผมกับเพื่อน) ก็จะเหลือคนละ 20 ยูโรเอง”

“เอ่อ… ไม่สนใจหน่ะครับ” เสียใจด้วยกับสองสาวไทยที่มาชวนนักเดินทางกระเป๋าแฟ่บอย่างพวกเรา ถ้าพวกคุณมาอ่านขอบอกไว้ว่าพวกผมไม่ได้รังเกียจครับ..แต่ผมไม่มีตัง 555

Process-2937

เดินไปเรื่อยๆครับแล้วก็นั่งเรือย้อนกลับมาที่จตุรัสซานมาร์โค (Piazza San Marco) อีกรอบ คนเยอะครึกครื้นมากกก
Process-2941Process-2951

พอถึงตอนเย็นพวกเราไปปักหลักถ่ายรูป Grand canal กันบนสะพาน Gallerie dell’Accademia วิวตรงนี้สวยมากกกก ถ่ายกันจนแสงหมด ไฟเมืองเปิดขึ้นก็ได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง รอเรือรอบท้ายๆนั่งกลับไปแล้วต่อบัสกลับไปที่พักย่าน mestre เดียวพรุ่งนี้เรามาเจอกันใหม่นะเวนิส

Process-2996Process-3054Process-3057Process-3060Process-3068

Day 10 –  Venice – Burano – Murano

“ชิล ชิล ตื่นเว้ย ตีห้าครึ่งแล้ว เช้านี้มึงจะไปไหม”

เพื่อนผมปลุกตอนเช้า(มาก) ผมง่วงมากจนแทบจะลุกไม่ไหว แต่ลองคิดภาพเวนิสกับพระอาทิตย์ขึ้นแล้วทำใจยากที่จะลงไปนอนต่อ
.
“เออไปด้วย รอกูสิบนาที”

เราเดินไปที่ท่ารถบัส ป้ายบอกว่าคันแรกเวลา 6:29 เหลืออีก 30 นาทีเราทนหนาวกันไม่ไหวจนต้องไปหา Mcdonald หลบหนาวรอเวลา

6:29 รถบัสมาจอดตรงเวลา เช้านี้พี่เค้าซิ่งเลยใช้เวลาเพียง 12 นาที รถบัสก็มาจอดเทียบท่าท่ารถบัสบนเกาะเวนิส บรรยากาศยามเช้าของเมืองเวนิสเงียบสงบแตกต่างกับเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง

เช้านี้หมอกลงจัดมาก มากจนมองเห็นด้านหน้าในระยะเพียงแค่ไม่ถึง 5 เมตร และอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น พวกเรารีบลงเรือนั่งไปยัง สถานี S.macro ( ตั้งใจจะไปถ่ายแสงเช้าที่สะพาน Accademia)
.
.
เฝ้ารอพระอาทิตย์จนเลยเวลาเธอก็ไม่โผล่มาตามนัด แต่เราก็ได้พบกับแสงส้มๆจางๆกับบรรยากาศสงบๆแทน ได้เห็นผู้คนมาวิ่งออกกำลังกาย ได้เห็นคนค้าขายมาเตรียมร้าน ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่ไม่ได้มองเลยเมื่อวานProcess_1080_Web-3296-2Process_1080_Web-3333

กระทั่งจตุรัสที่ครึกครื้นเช้านี้ก็ยังเงียบสงบ กระโดดโล้ดเต้นกันไปแบบไม่ต้องอายชาวบ้านProcess-3305

จริงๆแล้วแพลนเช้านี้พวกเราจะรีบไปที่เมือง Burano + Murano กันอยากไปเช้าๆก่อนนักท่องเที่ยวจะมาเยอะ แต่เนื่องจากหมอกลงจัดเกิน ทัศนวิสัยไม่ดีเรือไม่ออก ก็เลยใช้เวลาตอนนี้ไปเดินเล่นเวนิสรอ เส้นทางเดินวันนี้ก็จะเดินจากตรงจตุรัส  S.macro ไปทะลุสะพาน Rialto bridge แล้วก็จะนั่งเรือย้อนกลับมาเช็คเรือที่จะไปสองเมืองนั้นอีกรอบ

 

เวนิสตอนเช้าก็ยังสวยสงบน่าเดินกว่ากลางวันเยอะเลยครับ เหมือนย้อนไปในอดีตเลย

Process-3350Process-3362Process-3082Process-3511

พอสายๆสักสิบโมงหมอกก็หายไป เรือออกเดินได้เรานั่งเรือต่อไปยังเมือง Murano

Murano หรือเกาะมูราโน่ เมืองลูกกวาดแห่งอิตาลี ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ครึกครื้นด้วยสีสันตลอดสองฝั่งคลอง ทั้งตัวตึก และไม้ประดับ เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องเป็นแหล่งผลิตเครื่องแก้วที่สวยงามจนขึ้นชื่อลือชาไปยังเมืองอื่นๆในยุโรป ถ้าลองสังเกตดีดีเรามักได้ยินว่า บรรดาเครื่องแก้วชั้นสูงยุโรปโบราณมักนำมาจากเมือง Murano แทบทั้งสิ้น

Process-3372

Murano เป็นเกาะไม่ใหญ่โตอะไรครับ เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก พักเสร็จก็เดินต่อชิลๆ เรามีเวลาเยอะไม่รีบ
Process-3501 Process-3479

อันนี้คืออะไรไม่รู้ แต่ทำจากแก้วใหญ่โตอลังการมากๆ

Process-3467
Process-3380

เดินเมือง Murano จนทั่วแล้วก็ไปต่อที่ Burano กันครับ ตรงท่าเรือสวยชะมัด
Process-3390 Process-3386

จาก Murano นั่งเรือต่อไปยัง Burano (นานประมาณ 45 นาที)  เมืองเล็กๆสีลูกกวาดที่น่ารักกว่า  เป็นเมืองในฝันผมเลยครับ เมืองนี้ผมรู้จักเพราะเพื่อนสนิทไปเรียนอังกฤษพอเรียนจบแล้วมันก็ตะเวนเที่ยวยุโรปกับเพื่อนก่อนกลับตามประสานักเรียนนอกที่เค้านิยมทำกัน ส่วนเราไม่พร้อมจะไปก็เลยบอกตัวเองไว้ว่า สักวันจะไปเหยียบที่นั่นให้ได้

เมืองนี้เป็นเมืองที่ “โคตรลงตัว” บ้านเมืองหลากสีแต่กลับดูกลมกลืนเหมือนมีใครสักคนวาดเข้าไป ดูคล้ายภาพวาดมากกว่าจะเป็นภาพถ่ายด้วยซ้ำ เมืองไม่ใหญ่เดินให้ทั่วก็ฟินแล้วไม่ต้องทำอะไรเลย เมืองน่ารักมากกกกกกกกก
Process-3400Process-3421

มุมในฝัน ที่เคยหวังไว้ได้มาถ่ายด้วยตัวเองแล้วดีใจมากกก มากจนเพื่อนเบื่อแล้วกลับไปก่อนแต่ผมอินกับเมืองในฝันผมจริงๆเดินมันทุกซอกทุกมุมเลยProcess-3415Process-3410Process-3459

เดินเล่นไปเรื่อยครับถ้าเดินไปตรงที่ไม่ใช่ทางเดินหลักก็จะคนน้อย นั่งปล่อยอารมณ์ไปชิลมากๆProcess-3425เที่ยวสองเมืองนั้นจนครบทุกซอกทุกมุม ผมก็นั่งเรือกลับมาเดินเล่นในเวนิส เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก พอเย็นแล้วก็กลับมารอแสงตรงริมน้ำใกล้กับจตุรัส S.macro ครับ
Process_1080P_Web-3572

แล้วก็มาตั้งกล้องรอถ่ายภาพนี้ที่สะพาน Accademia 2 วันที่ผมอยู่เวนิสนี้มันให้ความรู้สึก “อิ่ม” มากครับเวนิสในฝันฉันไปเหยียบมาแล้วนะ

Process_1080_Web-3204

Day 11 –  Venice – florence

.     วันนี้เป็นวันที่ 3 ในการอยู่เวนิส ผมรู้สึกเต็มอิ่มตั้งแต่สองวันแรกที่เราพบกัน วันนี้เหลือเวลาเยอะก็ไปช็อปปิ้งห้างใกล้ๆที่พัก  บัตรเวนิสพาสยังมีอยู่ก็เลย มาเดินเล่นเป็นการสั่งลาเวนิสครั้งสุดท้ายก่อนเราจากกัน … ผมว่างถึงขนาดนั่งถ่ายรูปนก  รวมทั้งผมเจอศิลปินมาวาดภาพเวนิสด้วยสีน้ำด้วย เป็นภาพบรรยากาศที่น่ารักมากๆ ผมหลงรักเวนิสตั้งแต่เรายังไม่พบกัน แม้ช่วงแรกเธอจะทำให้ผมผิดหวังไปบ้าง แต่พอค้นเข้าไปข้างในแล้วรู้สึกได้เลยว่า “เวนิสนี้ของจริง”  ผมฟินและอินกับเวนิสครั้งสุดท้ายก่อนย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟเพื่อมุ่งหน้าสู่ เมืองหลวงแห่งแคว้นคัชทานี “Florence”
Process-3608 Process-3720

ขอจบอิตาลีตอนแรกไว้เท่านี้ครับ แล้วจะมาเล่าต่อถึง 4 เมืองที่เหลือ Florence – Pisa – Cinque terre – Rome


มาพูดคุยกับชิล มนุษย์เงินเดือนที่ฝันจะไปรอบโลกได้ที่ช่องทางนี้เลย

Facebook : http://www.fb.com/ChillJourney

Instagram : @ChillJourneyTH

tumblr_nkc2ri8hWt1s2sieno1_1280


ติดตามการเดินทางของชิวตามไปที่ ::
Instragram :@ChillJourneyTH
Facebook Page : Chill Journey

Comments

comments